ว่าด้วยเรื่องธรรมชาติของข้อสอบ ข้อสอบคือการวัดผลรูปแบบหนึ่ง มันจะต้องมีอำนาจในการคัดแยกความสามารถของเด็กได้เพื่อคัดเลือกเข้าเรียนต่อในมหาลัย ที่ซึ่งต้องอาศัยความรู้พื้นฐานในระดับมัธยมปลายไปต่อยอดต่อ ดังนั้นข้อสอบที่ดีจะมีความผสมผสานยากง่ายและครอบคลุมทุกเรื่อง
ข้อสังเกตโครงสร้างสัดส่วนข้อสอบที่มักจะมีสัดส่วนของข้อสอบ 80/20 ที่ซึ่ง 80% มักจะเป็นแนวเดิมกับข้อสอบเก่า และ 20% จะเป็นแนวข้อสอบใหม่และหรือแนวที่ข้อสอบใหม่ที่ไม่เคยออกมาก่อน ดังนั้นวิธีการเตรียมตัว ภาพกว้างๆคือ เรียนเนื้อหาให้ครบและทำโจทย์ให้มากที่สุด
การฝึกทำข้อสอบ เห็นแนวข้อสอบเก่าการันตีการทำข้อสอบได้ 80% แน่นอน ซึ่ง เผลอๆ 80/100 นี่ก็ทะลุติดน้อยกว่า 1% ของประเทศแล้วด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำโจทย์ให้มากที่สุดนี่แหละ เพราะมันต้องอาศัยวินัยและความอดทนในการฝึกฝนจริงๆ ความจริงที่แอบแฝงอยู่จากการทำโจทย์มากที่สุดไม่ใช่แค่ 80% ที่จะทำได้แน่นอน แต่น้องจะมีมุมมองการแก้ปัญหาที่หลากหลายขึ้น ซึ่งก็จะไปเพิ่มโอกาสน้องๆในการไปทำ 20% ได้ ถ้าเรามองโลกในแง่ร้ายไปเลยว่า 20% จะไม่มีใครทำได้เลย แปลว่าเราก็อาจจะไปถึง 100% นั่นแหละครับ ดังนั้นแล้วการทำโจทย์ให้มากที่สุด ยังไงก็มีแต่ประโยชน์ครับ
ข้อมูลเต็มๆ เกี่ยวกับการเตรียมตัว ไปอ่านที่ลิ้งค์ข้างล่างได้ครับ
วิธีการใช้ช่องนี้ เตรียมตัวอย่างไรดี
ว่าด้วยแนวข้อสอบล่าสุดที่เรียกว่า Alevel หรือ 9 สามัญที่ผ่านมามีแนวในลักษณะของการเป็นข้อสอบ Speed test กล่าวคือเป็นข้อสอบที่เขาต้องการจะวัด concept สั้นๆและหรือคำนวณสั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถที่จะออกข้อสอบให้มีความซับซ้อนได้ โดยรูปแบบของข้อสอบ 30 ข้อในเวลา 90 นาที โดยเฉลี่ย 1 ข้อมีเวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น ดังนั้นถือว่าน้อยมาก จะมาแทนค่าสมการ 3-4-5 สมการย้อนไปย้อนมา ผสมเรื่องปนเปขนาดนั้นไม่ได้ ดังนั้นข้อสอบจะวัดการดึงข้อมูลที่อยู่ในหัว และทำตรงๆเลย และความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ที่จะแทนค่าทีเดียวออกเลย ดังนั้นทักษะการทำข้อสอบจึงสำคัญมาก และเน้นย้ำตรงนี้อีกครั้งว่า พื้นฐานความรู้ในแต่ละวิชา ไม่เท่ากับ ทักษะความสามารถในการทำข้อสอบ
ดังนั้น เราก็เลยต้องฝึกทำแบบฝึกหัดแบบจับเวลา แต่น้องก็ไม่จำเป็นต้องเอาข้อสอบทั้งชุด 30 ข้อ มาจับเวลา 1 ชมครึ่งก็ได้ครับ สิ่งที่น้องทำได้เลยคือ ในเมื่อเราทราบว่าเราต้องทำข้อละ ”เฉลี่ย” 3 นาที ก็หยิบจับมาจำนวนหนึ่งอย่างน้อย 3 ข้อ แค่นี้น้องก็พอจำลองได้แล้วครับว่า หากมีเวลาให้บริหารจัดการ สิ่งที่เราต้องทำคือ การหยิบทำข้อที่ง่ายก่อนให้ได้ เพราะธรรมชาติข้อสอบจะมีความยากที่ผสมผสานกัน โดยมีสรุปง่ายๆให้เห็นภาพว่า ความง่าย กลาง ยาก จะอธิบายได้ดังนี้คือ
ซึ่งแนวที่ยากที่เกินหลักสูตร ปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่ยังชอบมีความประหลาดออกแนวแปลกๆ มา ก็เหมาให้ว่าเป็นยากไปเลยก็ได้ครับ
จากข้างต้น เมื่อน้องเริ่มชินมือขึ้น ก็อาจจะขยับจาก 3 ข้อ 9 นาที เป็น 5 ข้อ 15 นาที เพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆ จนเป็นข้อสอบทั้งชุดได้ ทำให้ชินกับการทำแบบฝึกหัดแบบที่มีเวลา เพื่อท้ายสุดน้องจะได้ฝึกการตัดสินใจ และเลือกข้อทำ ซึ่งทักษะเหล่านี้ไม่สามารถสอนกันได้ เพราะเมื่อน้องตัดสินใจจะทำข้อไหนก่อน ก็อยู่ที่ความถนัดและประสบการณ์ของน้องที่ทำข้อสอบเรื่องนั้นมามากพอที่จะทำข้อนี้ก่อนเลย หรือจะข้ามไปก่อน เพราะมาตรวัดการเลือกทำก่อนคือ หากน้องอ่านโจทย์จบ น้องรู้ตั้งแต่ต้นจนจบว่าข้อนี้ทำอย่างไร มีภาพ แผนการทำชัดเจน แบบนี้ดูเลย แต่ถ้าไม่แน่ใจ หรือแบลงค์ก็ข้ามไปก่อนเลยครับ
สุดท้ายการเก็บข้อง่ายก่อน น้องจะเจอผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจคือ คะแนนจะได้มากขึ้นและเวลาน้องจะเหลือครับ เพราะ
ข้อง่าย มันใช้เวลาน้อยกว่า 3 นาทีอยู่แล้ว เพราะมันแทบจะออกมาอัตโนมัติเพราะน้องรู้วิธีทำตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ดังนั้นน้องจะไม่เสียเวลาไปกับนั่งคิดว่าจะทำยังไง
ช่วยให้น้องเห็นข้อสอบทุกข้อ และได้เก็บข้อง่ายก่อน 1 รอบ หลังจากนั้นเราค่อยไปทำข้อที่มีแนวโน้มว่าจะพอทำได้ (ก็ให้ข้ามไปก่อนในรอบแรก) เพราะหลักการใหญ่คือๆ เราต้องหาข้อง่ายทำก่อน จะมีสัดส่วนประมาณ 50%
ส่วนเสริมคือเรื่องจิตวิทยา การที่น้องทำจบรอบแรกแล้วเก็บข้อง่ายได้หมด เมื่อมองไปที่กระดาษคำตอบ น้องจะเห็นคำตอบที่ฝนลงไปได้ถึงราวๆ ครึ่งหนึ่ง (50% ตามสัดส่วนข้อง่ายในข้อสอบ 1 ชุด) แต่เวลาที่น้องใช้ไม่ถึง 45 นาทีแน่นอน เพียงแค่นี้เวลาเฉลี่ยต่อข้อก็จะเพิ่มขึ้นแล้ว ดังนั้นน้องจะมีความสบายใจมากขึ้นประกอบกับความมั่นใจที่พี่อาจจะเรียกว่า เครื่องร้อนและ กลับไปอ่านข้อที่ไม่มีไอเดียตอนแรก อาจจะนึกออกในตอนนี้แล้วก็ได้เช่นกัน
หนึ่งในทักษะที่ต้องฝึกคือการตัดช้อยทิ้ง แม้ว่าน้องอาจจะไม่มีความรู้หรือ Concept ในข้อนั้นไม่ได้ทั้งข้อ แต่พี่เชื่อว่าน้องก็น่าจะมี concept และความรู้ที่มีมา น่าจะพอตัดช้อยออกได้ หากยังแบลงค์ ข้อนี้เราก็ข้ามไปเลยแล้วก็เก็บไว้หลังสุดของสุด เผื่อว่าจะมีไอเดียอะไรมานึกออกในตอนท้ายๆก้ได้ เก็บเวลาไปทำข้อที่ยังมีแนวโน้มว่าทำได้ก่อนดีกว่า
ทักษะการประมาณตัวเลข บางทีเราจะเห้นว่ามีการคำนวณเลขที่ยุบยับมาก บางครั้งดูเลขหน้าอย่างเดียวอาจจะตอบได้เลย โดยที่ไม่ต้องคำนวณให้สมบูรณ์ ทักษะนี้ต้องอาศัยการฝึกซ้อม อย่าลืมรวมทักษะนี้ไปด้วยเมื่อฝึกจับเวลาทำแบบฝึกหัด/ข้อสอบนะครับ แล้วเดี๋ยวหลังจบช่วงการจับเวลา แล้วจะมาคิดเลขละเอียดอีกทีก็ว่ากัน
หวังว่าแนวคิดและเทคนิคบางอย่างที่แชร์ในนี้ น้องๆสามารถที่จะปรับประยุกต์ใช้กับการสอบของน้องได้ ใช้ทรัพยากรต่างๆในช่องนี้ให้เต็มที่ครับ
คลิปอ้างอิงโค้งสุดท้าย #dek67
ช่องทางติดต่อ
Youtube: Physicsfree4TH